เดินป่าแล้วผิวพัง? 6 ปัญหาผิวสาย Hiking พร้อมวิธีดูแล

เดินป่าแล้วผิวพัง? รวมปัญหาผิวที่สาย Hiking ต้องเจอ พร้อมวิธีดูแล
ช่วงหลังมานี้ การเดินป่า (Hiking) กลายเป็นอีกหนึ่งกิจกรรม Outdoor ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นสายออกกำลังกาย สายท่องเที่ยว หรือคนที่อยากออกไปสัมผัสธรรมชาติและท้าทายตัวเองในรูปแบบใหม่ ๆ โดยเฉพาะผู้หญิงที่เริ่มหันมาสนใจการเดินป่าและกิจกรรมกลางแจ้งกันมากขึ้น ประกอบกับประเทศไทยมีเส้นทางธรรมชาติและป่าเขาหลากหลายแห่งให้เลือกออกไปสัมผัสประสบการณ์ ตั้งแต่เส้นทางสำหรับมือใหม่ไปจนถึงเส้นทางที่ท้าทายสำหรับ
สาย Hiking ตัวจริง
แต่ระหว่างที่เรากำลังสนุกกับธรรมชาติ ผิวของเราก็ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากชีวิตประจำวัน ทั้ง แสงแดด รังสี UV ฝน ความชื้น เหงื่อ ฝุ่น รวมถึงยุงและแมลงต่าง ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาผิวที่หลายคนคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นผิวไหม้แดด ผิวคล้ำ ผื่นคัน สิว รอยแดง หรือรอยดำจากแมลงกัดต่อย
วันนี้ Seven Days Clinic จึงอยากชวนสายเดินป่ามาทำความรู้จักกับปัญหาผิวที่อาจเกิดขึ้นระหว่างและหลังการเดินป่า พร้อมวิธีเตรียมตัว ป้องกัน และดูแลผิวให้เหมาะสม เพื่อให้ทุกทริปสนุกกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ลืมดูแลสุขภาพผิวไปพร้อมกัน
ทำไมการเดินป่าถึงทำร้ายผิวมากกว่าที่คิด?
การเดินป่าเป็นกิจกรรมที่ต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ทำให้ผิวต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมหลายอย่างพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น แสงแดดและรังสี UV อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง ความชื้น เหงื่อ ฝุ่น รวมถึงยุงและแมลงต่าง ๆ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สามารถส่งผลต่อผิวได้แตกต่างกัน
การสัมผัสรังสี UV เป็นเวลานานอาจทำให้ผิวแดง ไหม้แดด หรือมีสีผิวไม่สม่ำเสมอ ขณะที่เหงื่อและความชื้นร่วมกับเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์เดินป่าที่เสียดสีกับผิว อาจทำให้เกิดการระคายเคือง ผื่น หรือปัญหาสิวในบางบริเวณ นอกจากนี้ ยุงและแมลงกัดต่อยยังอาจทำให้เกิดอาการคัน บวม และรอยแดง ซึ่งหากมีการเกาหรือเกิดการอักเสบตามมา ก็อาจทิ้งเป็นรอยดำบนผิวได้
ยิ่งเป็นการเดินป่าหลายชั่วโมงหรือเดินต่อเนื่องหลายวัน ผิวก็ยิ่งสัมผัสกับปัจจัยเหล่านี้เป็นเวลานาน ดังนั้นการเตรียมผิวและรู้จักวิธีดูแลอย่างเหมาะสม จึงเป็นเรื่องที่สาย Hiking ไม่ควรมองข้าม
6 ปัญหาผิวที่สายเดินป่ามักต้องเจอ
การเดินป่าทำให้ผิวต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมหลายรูปแบบตลอดทั้งวัน ตั้งแต่แสงแดด เหงื่อ ความชื้น ไปจนถึงแมลงและการเสียดสีจากอุปกรณ์ต่าง ๆ จึงอาจทำให้เกิดปัญหาผิวได้ทั้งในระหว่างทริปและหลังกลับจากเดินป่า โดยปัญหาที่พบได้บ่อย ได้แก่
1. ผิวไหม้แดด ผิวคล้ำจากรังสี UV
การเดินป่ามักต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลาหลายชั่วโมง ทำให้ผิวสัมผัสกับ รังสี UVA และ UVB อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่นอกร่มผ้า เช่น ใบหน้า คอ ใบหู แขน มือ และขา หากไม่ได้ป้องกันแสงแดดอย่างเพียงพอ อาจทำให้เกิดอาการ ผิวแดง แสบร้อน หรือผิวไหม้แดด (Sunburn) ได้
นอกจากนี้ รังสี UV ยังกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้ผิวดูคล้ำขึ้นหรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่เดินป่าเป็นเวลานานหรือไม่ได้ทาครีมกันแดดซ้ำระหว่างวัน แม้อากาศบนเขาจะเย็นหรือมีเมฆมาก ก็ไม่ได้หมายความว่าผิวจะไม่ได้รับรังสี UV
2. รอยแดง รอยดำจากยุงและแมลงกัดต่อย
ยุง มด และแมลงต่าง ๆ เป็นอีกสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเมื่อต้องเข้าไปในพื้นที่ธรรมชาติ หลังถูกแมลงกัดต่อย ผิวอาจเกิด ตุ่มนูน บวม แดง และคัน จากปฏิกิริยาการอักเสบของผิว
ปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อรู้สึกคัน หลายคนมักเผลอเกาหรือแกะบริเวณดังกล่าวซ้ำ ๆ ทำให้ผิวระคายเคืองและเกิดการอักเสบมากขึ้น เมื่อการอักเสบลดลงจึงอาจหลงเหลือเป็น รอยแดง หรือรอยดำหลังการอักเสบ (Post-Inflammatory Hyperpigmentation: PIH) ทำให้บางครั้งทริปจบไปแล้ว แต่รอยจากแมลงกัดยังคงอยู่บนผิวอีกระยะหนึ่ง
3. ผื่นคันและผิวระคายเคืองจากฝนและความชื้น
สภาพอากาศระหว่างเดินป่าค่อนข้างเปลี่ยนแปลงได้ง่าย โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน หากต้องเดินท่ามกลางฝนหรือใส่เสื้อผ้าที่เปียกชื้นเป็นเวลานาน ผิวจะสัมผัสกับ ความชื้น เหงื่อ และการเสียดสี อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ง่ายขึ้น
บริเวณที่เกิดปัญหาได้บ่อยคือจุดที่มีการอับชื้นหรือเสียดสีกัน เช่น รักแร้ ขาหนีบ ใต้ราวนม ต้นขาด้านใน และเท้า อาจมีอาการ แดง คัน แสบ หรือเป็นผื่น โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวบอบบางหรือแพ้ง่าย
4. สิวและผดจากเหงื่อ
การเดินขึ้นเขาหรือเดินป่าต่อเนื่องทำให้ร่างกายมีเหงื่อออกมาก เมื่อ เหงื่อ ความมัน สิ่งสกปรก และการเสียดสี เกิดขึ้นพร้อมกัน อาจเพิ่มโอกาสเกิดการอุดตันหรือการระคายเคืองของผิวได้ โดยเฉพาะบริเวณที่มีเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์สัมผัสกับผิวเป็นเวลานาน
จึงอาจพบปัญหา สิว ผด หรือตุ่มเล็ก ๆ บริเวณหน้าผาก หน้าอก หลัง ไหล่ หรือบริเวณใต้สายสะพายกระเป๋าได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะหากปล่อยให้เสื้อผ้าที่เปียกเหงื่อสัมผัสกับผิวเป็นเวลานาน
5. ผิวถลอก ผิวด้าน และผิวคล้ำจากการเสียดสี
การเดินป่าหลายชั่วโมงหมายถึงการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ หลายพันครั้ง ทั้งการเดินขึ้นลงเขา การจับไม้ Trekking Pole การสะพายกระเป๋า หรือการสัมผัสกับรองเท้าและเสื้อผ้า ทำให้บางบริเวณของผิวได้รับ แรงกดและแรงเสียดสีซ้ำ ๆ
ในระยะสั้นอาจทำให้ผิว แดง แสบ หรือถลอก ส่วนการเสียดสีซ้ำเป็นประจำอาจทำให้ผิวบริเวณนั้นหนาและด้านขึ้น รวมถึงอาจมีสีคล้ำขึ้นได้ จุดที่พบได้บ่อย เช่น บ่า ต้นขาด้านใน เท้า ฝ่ามือ เข่า และข้อศอก โดยเฉพาะสาย Hiking ที่เดินเป็นประจำหรือออกทริประยะไกล
6. ผื่นแพ้จากพืชหรือสิ่งที่สัมผัสระหว่างเดินป่า
ระหว่างเดินป่า ผิวอาจสัมผัสกับพืช ยางไม้ หรือสารต่าง ๆ ในธรรมชาติที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งในบางคนอาจกระตุ้นให้เกิด ผื่นแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis) หรือการระคายเคืองของผิวได้
อาการอาจมีตั้งแต่ ผิวแดง คัน แสบ บวม หรือเกิดเป็นผื่น บริเวณที่สัมผัส โดยความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละบุคคล หากเกิดผื่นมากผิดปกติ มีอาการบวมมาก มีตุ่มน้ำ ผื่นลุกลาม หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย ควรหยุดสัมผัสสิ่งที่สงสัยและเข้ารับการประเมินจากแพทย์
เตรียมผิวก่อนเดินป่าอย่างไร ลดโอกาสผิวพัง?
การเตรียมตัวก่อนเดินป่าไม่ได้มีเพียงการเตรียมร่างกาย รองเท้า หรืออุปกรณ์เท่านั้น แต่การเตรียมผิวก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะระหว่างทริปผิวอาจต้องเผชิญกับแสงแดด เหงื่อ ความชื้น ฝุ่น และแมลงเป็นเวลาหลายชั่วโมง การป้องกันตั้งแต่ก่อนออกเดินทางจึงช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาผิวระหว่างทริปได้
- ทาครีมกันแดดก่อนออกเดินทาง เลือกผลิตภัณฑ์กันแดดแบบ Broad-Spectrum ที่ช่วยปกป้องผิวจากทั้ง UVA และ UVB โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า คอ ใบหู แขน มือ และบริเวณนอกร่มผ้า
- เลือกเสื้อผ้าที่เหมาะกับกิจกรรม เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว หรือเสื้อผ้าที่ระบายอากาศและแห้งได้เร็ว ช่วยลดการสัมผัสแสงแดด แมลง และลดการอับชื้นของผิว
- เตรียมผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงและแมลง โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับใช้กับผิวและปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลาก
- หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวระคายเคืองก่อนออกทริป หากผิวกำลังแห้ง ลอก หรือระคายเคือง ควรเน้นผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
- เตรียมอุปกรณ์ป้องกันแสงแดดเพิ่มเติม เช่น หมวก แว่นกันแดด หรืออุปกรณ์ปกปิดผิว เพื่อช่วยลดการสัมผัสรังสี UV โดยตรง
ระหว่างเดินป่า ดูแลผิวอย่างไรเมื่อต้องเจอแดด เหงื่อ และฝน?
แม้จะเตรียมตัวมาดี แต่หากเป็นการเดินป่าหลายชั่วโมง ผิวก็ยังต้องสัมผัสกับสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการดูแลผิวระหว่างทางจึงมีความสำคัญเช่นเดียวกัน- ทาครีมกันแดดซ้ำระหว่างวัน โดยเฉพาะเมื่อมีเหงื่อออกมาก เช็ดหน้า หรืออยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน
- ซับเหงื่อแทนการถูแรง ๆ เพื่อลดการเสียดสีและการระคายเคืองของผิว
- อย่าปล่อยให้เสื้อผ้าเปียกหรือชื้นเป็นเวลานาน หากสามารถเปลี่ยนได้ ควรเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่แห้งเพื่อลดความอับชื้นและการเสียดสี
- หลีกเลี่ยงการเกาบริเวณที่ถูกแมลงกัดต่อย เพราะการเกาซ้ำอาจทำให้ผิวอักเสบมากขึ้น เกิดแผล และเพิ่มโอกาสทิ้งรอยดำหลังการอักเสบ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสพืชที่ไม่รู้จักโดยตรง โดยเฉพาะหากมีผิวบอบบางหรือมีประวัติแพ้ง่าย
- ดูแลบริเวณที่มีการเสียดสีเป็นพิเศษ เช่น บ่า ต้นขา เท้า หรือบริเวณใต้สายกระเป๋า หากเริ่มรู้สึกเจ็บ แสบ หรือระคายเคือง ควรลดการเสียดสีบริเวณนั้นหากทำได้
กลับจากเดินป่าแล้ว ควรฟื้นฟูผิวอย่างไร?
หลังจบทริปเป็นช่วงเวลาที่ควรสังเกตสภาพผิวของตัวเอง เพราะปัญหาบางอย่างอาจไม่ได้แสดงอาการทันทีระหว่างเดินป่า แต่เริ่มเห็นชัดขึ้นหลังกลับมาแล้ว เช่น ผิวแดง ผิวแห้ง ผื่นคัน สิว หรือรอยจากแมลงกัดต่อย
เริ่มจาก ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน เพื่อชำระเหงื่อ ฝุ่น สิ่งสกปรก และผลิตภัณฑ์กันแดดออกจากผิว โดยหลีกเลี่ยงการขัดหรือสครับแรง ๆ หากผิวกำลังแดงหรือระคายเคือง จากนั้นควรเติมความชุ่มชื้นด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะกับสภาพผิว เพื่อช่วยดูแล Skin Barrier
หากผิวมีอาการไหม้แดด แสบ แดง หรือระคายเคือง ควรพักการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อาจกระตุ้นการระคายเคือง เช่น กรดผลัดเซลล์ผิวหรือผลิตภัณฑ์ Active ที่มีความเข้มข้นสูง จนกว่าผิวจะกลับมาเป็นปกติ และควรทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอในช่วงที่ผิวกำลังฟื้นตัว
สำหรับรอยแมลงกัด ควรหลีกเลี่ยงการเกาหรือแกะ หากมีผื่น บวม แดง หรือคันผิดปกติ รวมถึงมีแผลที่สงสัยว่าติดเชื้อ ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์
รอยแดง รอยดำ และผิวคล้ำหลังเดินป่า ดูแลอย่างไร?
แม้อาการระคายเคืองบางอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้นหลังจบทริป แต่สิ่งที่อาจหลงเหลืออยู่คือ รอยแดง รอยดำ และสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะรอยจากแมลงกัดต่อย การเกา การเสียดสี หรือการสัมผัสแสงแดดเป็นเวลานาน
หากเป็นรอยที่เกิดจากการอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงการแกะ เกา หรือขัดผิวแรง ๆ เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเพิ่มเติมและทำให้รอยชัดขึ้น ควบคู่กับการทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากรังสี UV สามารถทำให้รอยคล้ำบางประเภทเห็นชัดและจางลงได้ช้ากว่าเดิม
รอยบางประเภทสามารถค่อย ๆ จางลงได้ตามธรรมชาติ แต่หาก รอยแดง รอยดำ หรือผิวคล้ำยังเห็นชัดเป็นเวลานาน หรือมีหลายบริเวณจนสร้างความกังวล สามารถเข้ารับการประเมินจากแพทย์เพื่อแยกประเภทของรอยและเลือกวิธีดูแลให้เหมาะสม
โปรแกรมดูแลรอยแดง รอยดำ และผิวคล้ำที่ Seven Days Clinic
สำหรับผู้ที่กลับจากเดินป่าแล้วมีปัญหารอยแดง รอยดำ หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ Seven Days Clinic มีโปรแกรมดูแลผิวหลายรูปแบบที่สามารถเลือกให้เหมาะกับลักษณะปัญหาและบริเวณที่ต้องการดูแล เช่น โปรแกรม IPL, โปรแกรม Skin Bright หรือโปรแกรมดูแลรอยและเม็ดสีอื่น ๆ โดยควรได้รับการประเมินสภาพผิวก่อน เพื่อเลือกเทคโนโลยีและวางแผนการดูแลให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
ทั้งนี้ หากผิวยังมีแผล ผื่น การติดเชื้อ หรือการอักเสบ ควรรักษาภาวะดังกล่าวให้เหมาะสมก่อนพิจารณาหัตถการด้านความงาม
สรุปวิธีดูแลผิวสำหรับสาย Hiking
การเดินป่าเป็นกิจกรรมที่ได้ทั้งการออกกำลังกาย ความท้าทาย และประสบการณ์ใกล้ชิดธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกันผิวก็ต้องเผชิญกับทั้ง แสงแดด รังสี UV เหงื่อ ฝน ความชื้น ฝุ่น แมลง และการเสียดสี ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาผิวตั้งแต่ผิวไหม้แดด ผื่นคัน สิว รอยแดง ไปจนถึงรอยดำและผิวคล้ำได้
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การดูแลผิวตั้งแต่ ก่อนเดินป่า ระหว่างทริป และหลังกลับจากเดินป่า โดยเน้นการป้องกันแสงแดด ลดความอับชื้นและการเสียดสี หลีกเลี่ยงการเการอยแมลงกัด และฟื้นฟูผิวอย่างอ่อนโยนหลังจบทริป
หากหลังกลับจากเดินป่าแล้วยังมีปัญหา รอยแดง รอยดำ ผิวคล้ำ หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ ที่ไม่ดีขึ้น สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ที่ Seven Days Clinic เพื่อประเมินลักษณะของปัญหาผิวและวางแผนการดูแลให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้พร้อมออกไปสนุกกับทริปต่อไปได้อย่างมั่นใจมากขึ้น


