แชร์

ปัญหาสิวที่หลัง หลายคนมองข้าม พร้อมวิธีดูแลอย่างถูกต้อง

อัพเดทล่าสุด: 4 มิ.ย. 2026
1595 ผู้เข้าชม

 สิวหลังรักษาได้ไหม? รวมทุกเรื่องที่ควรรู้ก่อนเริ่มรักษา

 
       ทำไมสิวที่หลังถึงขึ้นซ้ำ ๆ ทั้งที่ดูแลผิวเป็นอย่างดี? สิวหลังเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย และอาจส่งผลต่อความมั่นใจในการแต่งตัวหรือใช้ชีวิตประจำวันได้ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อสิวเกิดการอักเสบหรือทิ้งรอยดำไว้บนผิว

         ความจริงแล้ว สิวหลังไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่มีหลายปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการอุดตันและการอักเสบของรูขุมขน เช่น เหงื่อ ความอับชื้น ฮอร์โมน หรือพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน มาทำความเข้าใจสาเหตุของสิวหลัง เพื่อเลือกวิธีดูแลและป้องกันได้อย่างเหมาะสม
 
 

สิวที่หลังเกิดจากอะไร?

     สิวที่หลังเกิดจากการอุดตันของรูขุมขน ซึ่งอาจเกิดจากการสะสมของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว เหงื่อ สิ่งสกปรก และน้ำมันส่วนเกิน (Sebum) เมื่อเกิดการอุดตันร่วมกับแบคทีเรียบนผิวหนัง ก็อาจทำให้เกิดสิวอุดตัน สิวอักเสบ หรือสิวหัวหนองตามมาได้

     สาเหตุของสิวที่หลังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ปัจจัยภายในร่างกาย และปัจจัยภายนอกจากพฤติกรรมหรือสิ่งแวดล้อม

 

ปัจจัยภายใน

  • ฮอร์โมน
    การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น ช่วงก่อนมีประจำเดือน หรือภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล สามารถกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น ส่งผลให้รูขุมขนอุดตันและเกิดสิวได้ง่าย

  • พันธุกรรม
    หากคนในครอบครัวมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย ก็อาจส่งผลให้มีโอกาสเกิดสิวที่หลังได้มากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากลักษณะการทำงานของต่อมไขมันและสภาพผิวสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้

  • ความเครียด
    ความเครียดส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนบางชนิด ซึ่งอาจกระตุ้นการผลิตน้ำมันบนผิวมากขึ้น ทำให้สิวที่มีอยู่เดิมอักเสบรุนแรงขึ้น หรือเกิดสิวใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม

ปัจจัยภายนอก

  • อาหารการกิน
    การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ของทอด อาหารแปรรูป หรืออาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงในปริมาณมาก อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นการเกิดสิวในบางคนได้

  • เหงื่อและความอับชื้น
    บริเวณหลังเป็นจุดที่มีต่อมเหงื่อจำนวนมาก โดยเฉพาะในผู้ที่ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง หากปล่อยให้เหงื่อสะสมเป็นเวลานาน อาจเพิ่มโอกาสการอุดตันของรูขุมขนและการเกิดสิวได้

  • การดูแลความสะอาดของผิวหลัง
    การทำความสะอาดผิวไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะบริเวณหลังที่เข้าถึงได้ยาก อาจทำให้คราบเหงื่อ น้ำมัน และสิ่งสกปรกสะสม จนกลายเป็นสาเหตุของการอุดตันและการอักเสบของรูขุมขน

  • ยาบางชนิด
    ยาบางประเภท เช่น ยาสเตียรอยด์ อาหารเสริมบางชนิด หรือยาที่มีผลต่อฮอร์โมน อาจมีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดสิวหรือทำให้อาการสิวรุนแรงขึ้นได้

  • เสื้อผ้าและเครื่องนอน
    การสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่น ระบายอากาศได้ไม่ดี หรือการใช้ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าขนหนูที่ไม่ได้ทำความสะอาดเป็นประจำ อาจทำให้เกิดการสะสมของเหงื่อ แบคทีเรีย และสิ่งสกปรก ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดสิวที่หลังได้เช่นกัน

 

สิวที่หลังควรดูแลรักษาอย่างไร?

     การดูแลและป้องกันสิวที่หลังสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อลดการสะสมของเหงื่อ ความมัน และสิ่งสกปรกที่อาจก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน โดยมีวิธีดูแลดังนี้

1. ดูแลความสะอาดของร่างกาย
อาบน้ำทันทีหลังออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออกมาก และเช็ดตัวให้แห้งอยู่เสมอ เพื่อลดความอับชื้นและการสะสมของแบคทีเรียบนผิวหนัง

2. เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
ควรเลือกเสื้อผ้าที่สะอาด ไม่รัดแน่นจนเกินไป และทำจากเนื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อลดการเสียดสีและการสะสมของเหงื่อบริเวณแผ่นหลัง

3. เปลี่ยนชุดเครื่องนอนเป็นประจำ
ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มอาจสะสมเหงื่อ น้ำมัน และสิ่งสกปรกได้ ควรซักทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดสิว

4. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว
ควรเลือกผลิตภัณฑ์อาบน้ำ โลชั่น หรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน (Non-Comedogenic) และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง

5. ลดการเสียดสีบริเวณแผ่นหลัง
หลีกเลี่ยงการสะพายเป้หนัก ๆ หรือสวมใส่เสื้อผ้าหนาเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดการเสียดสีและการอักเสบของรูขุมขนได้

6. ระวังผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม
ครีมนวดผม แฮร์ออยล์ หรือผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมบางชนิดอาจตกค้างบนผิวหลังและก่อให้เกิดการอุดตัน ควรล้างทำความสะอาดร่างกายหลังสระผมทุกครั้ง

7. ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
ควรลดอาหารที่มีไขมันสูง อาหารทอด อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง พร้อมรับประทานผัก ผลไม้ และดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยส่งเสริมสุขภาพผิวโดยรวม

8. หลีกเลี่ยงการแกะหรือบีบสิว
การแกะ เกา หรือบีบสิวด้วยตนเอง อาจทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และเพิ่มโอกาสเกิดรอยดำหรือรอยแผลเป็นตามมา

 

สิวที่หลังกับผดร้อน ต่างกันอย่างไร?

     หลายคนที่มีตุ่มขึ้นบริเวณแผ่นหลังอาจเข้าใจว่าเป็นสิวหลัง แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการดังกล่าวอาจเกิดจากผดร้อน หรือภาวะรูขุมขนอักเสบจากเชื้อราได้เช่นกัน ซึ่งแต่ละปัญหามีสาเหตุและวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน การสังเกตลักษณะของผื่นหรือสิวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม

ลักษณะของสิวที่หลัง

     สิวที่หลังเกิดจากการอุดตันของรูขุมขนร่วมกับการสะสมของน้ำมันส่วนเกิน เซลล์ผิวที่ตายแล้ว และแบคทีเรียบนผิวหนัง โดยมักพบในรูปแบบของ

  • สิวอุดตันหัวขาวหรือหัวดำ
  • สิวอักเสบสีแดง
  • สิวหัวหนอง
  • สิวหัวช้างหรือสิวขนาดใหญ่
  • มักมีขนาดและลักษณะของตุ่มไม่เท่ากัน
  • อาจมีรอยดำหรือรอยแดงหลงเหลือหลังสิวหาย

ลักษณะของผดร้อน

      ผดร้อนเกิดจากการอุดตันของต่อมเหงื่อ โดยมักพบในช่วงอากาศร้อนหรือในผู้ที่มีเหงื่อออกมาก ลักษณะเด่นคือ

  • เป็นตุ่มเล็ก ๆ จำนวนมาก
  • มีขนาดใกล้เคียงกัน
  • มักขึ้นเป็นกลุ่มหรือกระจายเป็นบริเวณกว้าง
  • อาจมีอาการคันหรือแสบเล็กน้อย
  • พบได้บ่อยบริเวณหลัง หน้าอก คอ และบริเวณที่อับชื้น
  • มักดีขึ้นเมื่อหลีกเลี่ยงความร้อนและลดการอับชื้น

วิธีสังเกตเบื้องต้น

       หากเป็นสิวที่หลัง มักพบสิวหลายรูปแบบปะปนกัน ทั้งสิวอุดตันและสิวอักเสบ รวมถึงอาจมีรอยสิวเก่าหลงเหลืออยู่ด้วย ในขณะที่ผดร้อนมักเป็นตุ่มขนาดเล็กใกล้เคียงกันทั้งหมด และมักมีอาการคันร่วมด้วย

      อย่างไรก็ตาม หากมีตุ่มเล็ก ๆ จำนวนมากขึ้นบริเวณหลังและหน้าอก ลักษณะคล้ายสิวแต่คันมาก โดยเฉพาะหลังออกเหงื่อ อาจเป็นภาวะรูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา (Fungal Acne) ซึ่งควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม

      หากไม่สามารถแยกความแตกต่างได้ด้วยตนเอง หรือมีอาการเป็นเรื้อรัง รักษาไม่หาย หรือมีการอักเสบรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและวางแผนการรักษาที่ตรงจุด

 

พฤติกรรมที่ทำให้สิวที่หลังไม่หาย

     แม้จะดูแลผิวและใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวอย่างสม่ำเสมอ แต่พฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้สิวที่หลังเกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรือรักษาได้ยากกว่าที่ควร ดังนั้น การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญในการลดการเกิดสิวที่หลัง

  • อาบน้ำช้าหลังออกกำลังกาย
    หลังออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออกมาก เหงื่อ น้ำมัน และสิ่งสกปรกอาจสะสมอยู่บนผิวหนัง หากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจเพิ่มโอกาสการอุดตันของรูขุมขนและกระตุ้นให้เกิดสิวได้

  • สวมใส่เสื้อผ้าซ้ำหรือเสื้อผ้าที่ไม่สะอาด
    เสื้อผ้าที่สะสมเหงื่อ แบคทีเรีย และสิ่งสกปรก อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการระคายเคืองและการอุดตันของรูขุมขน โดยเฉพาะเสื้อผ้าสำหรับออกกำลังกายที่ควรเปลี่ยนและซักทำความสะอาดทุกครั้งหลังใช้งาน

  • ไม่เปลี่ยนผ้าปูที่นอนและผ้าเช็ดตัวเป็นประจำ
    ชุดเครื่องนอนและผ้าเช็ดตัวสามารถสะสมเหงื่อ น้ำมันจากผิวหนัง และเชื้อแบคทีเรียได้ หากไม่ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดสิวที่หลังได้

  • ใช้ครีมนวดผมหรือผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมแล้วล้างไม่สะอาด
    ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมบางชนิดอาจมีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน เมื่อไหลสัมผัสบริเวณหลังขณะอาบน้ำ จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิวที่หลังได้

  • สวมใส่เสื้อผ้ารัดแน่นเป็นประจำ
    เสื้อผ้าที่รัดแน่นหรือระบายอากาศได้ไม่ดี อาจทำให้เกิดการเสียดสีและความอับชื้นบนผิวหนัง ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดสิว

  • แกะ เกา หรือบีบสิวด้วยตนเอง
    การบีบหรือแกะสิวอาจทำให้สิวอักเสบมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และอาจทิ้งรอยดำหรือแผลเป็นไว้บนผิวหนังได้

  • รับประทานอาหารที่กระตุ้นการเกิดสิวเป็นประจำ
    อาหารที่มีน้ำตาลสูง ของทอด อาหารไขมันสูง หรืออาหารแปรรูป อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้สิวเห่อในบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย

  • ปล่อยให้ความเครียดสะสม
    ความเครียดอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนภายในร่างกาย ซึ่งอาจกระตุ้นการผลิตน้ำมันส่วนเกินและทำให้อาการสิวรุนแรงขึ้นได้

    หากหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้ควบคู่กับการดูแลผิวอย่างเหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการเกิดสิวที่หลังและช่วยให้การรักษาเห็นผลได้ดียิ่งขึ้น
     

บทความที่เกี่ยวข้อง
รวมวิธีรักษาหลุมสิว พร้อมรู้จักประเภทหลุมสิวและการดูแล
เจาะลึกสาเหตุหลุมสิว ประเภทของหลุมสิว และวิธีรักษาที่เหมาะสม ทั้งเลเซอร์ ตัดพังผืด TCA และการดูแลผิวเพื่อฟื้นฟูผิวให้เรียบเนียนขึ้น
3 พ.ค. 2023
อาหารเสริมปรับผิวใส ห่างไกลสิว ฉบับ Seven Days Clinic
วิตามินที่คุณหมอเลือก เพื่อตอบโจทย์ทุกสภาพปัญหาผิว ให้แก่คุณลูกค้าทุกคนเพราะการดูแลผิวที่ดี ควรเริ่มจากการดูแลตัวเองให้ดีจากภายใน สู่ภายนอก
17 ม.ค. 2025
สิวบุก หน้าพัง สุขภาพแย่ เพราะ PM 2.5
PM 2.5 คือ ฝุ่นชนิดหนึ่งที่มีละอองขนาดเล็กและมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
5 ก.พ. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy